ชมความงามของ Osaka 4 ฤดู: เมืองเดิมในมุมที่คุณอาจยังไม่เคยเห็น

Osaka นับเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเมืองหนึ่งในญี่ปุ่น ยิ่งถ้าหากวัดด้วยมาตรฐานของสังคมปิดแบบญี่ปุ่น ด้วยความที่เป็นเมืองท่าซึ่งได้รับเอาวัฒนธรรมต่างๆที่เข้ามาในรูปแบบของเรือค้าขายที่ล่องเข้ามาทำการค้า พระและนักสอนศาสนาจากแผ่นดินอันไกลโพ้นที่ต้องขึ้นเรือที่นี้เป็นที่แรก ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นในวัฒนธรรมที่ถูกผสมผสานกันจากต้นกำเนิดอันหลากหลายและได้รวมเป็นหนึ่งในสมบัติที่คน Osaka ภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ พืชพันธ์ หรืออาหาร ดังนั้น จึงพูดได้ว่า Osaka เหมาะกับการเที่ยวในทุกฤดูกาล เพราะแต่ละสภาพอากาศก็มีที่ให้เยี่ยมชมแตกต่างกันออกไป และหาความเพลิดเพลินได้จากสภาพอากาศที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมแบบลูกผสมของ Osaka นี้เอง

Spring

March – May

สำหรับชาว Osaka ฤดูใบไม้ผลิจะยังไม่มาถึงถ้าเหล่า Rikishi หรือก็คือเหล่านักมวยปล้ำตัวอ้วนๆทั้งหลายที่เราคุ้นตากันยังไม่ได้มาเดินโชว์ตัวในเมือง และห้างร้านยังไม่เริ่มประดับธงสีประจำตัวของ Rikishi ที่พวกเขาชื่นชอบ เพราะเป็นฤดูของการแข่ง Sumo ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสี่งานแข่งขัน Sumo ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยงานนี้จะจัดขึ้นที่ Osaka Prefectural Gymnasium ในช่วงกลางเดือนมีนาคม

และถ้านั่นยังไม่หนำใจ ในช่วงต้นเดือนเมษายน หนึ่งในหมุดหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวญี่ปุ่นคือเทศกาลชมดอกซากุระ เนื่องจากการผลิบานของมันบ่งบอกถึงสัญญานของการเริ่มต้นใหม่ คนญี่ปุ่นถือซากุระเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของชีวิต ทั้งการผลิบาน และเปลี่ยนผ่านจนถึงร่วงหล่น เราขอแนะนำให้คุณลองเดินเลาะริมแม่น้ำ Yodo ใน Yodogawa Riverside Park ดอกซากุระก็น่าจะเริ่มบานและแต่งแต้มทางเดินให้สวยสดไปด้วยสีชมพูอ่อนๆแล้วล่ะ หรือถ้าจะให้ครบเครื่องตามแบบการชมดอกไม้ของชาวโอซาก้าแท้ๆ ก็ต้องไปที่ Osaka Castle และคอยชื่นชมกับกลีบดอกซากุระที่กำลังปลิวลงบนพื้นหน้าปราสาท อีกอย่าง ตัว Osaka Castle ก็ยังอยู่ไม่ไกลจากแหล่งช้อปปิ้งหลักของ Osaka ด้วยล่ะ พอชมซากุระเสร็จก็อาจจะหนาวๆ นั่งรถไฟแป๊ปเดียวก็สามารถไปหาของอร่อยๆทานได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเกี๊ยวซ่าร้อนๆที่ฤดูนี้จะเหมาะมาก เพราะกะหล่ำปลีที่ใช้มักจะหวานและมีความฉุ่มฉ่ำมากกว่าฤดูกาลอื่นๆ

Summer

June – August

หากในฤดูใบไม้ผลิ เราถือว่าซากุระเป็นดอกไม้ของญี่ปุ่น ในหน้าร้อน มรดกทางวัฒนธรรมที่มาในรูปแบบของดอกไม้ก็จะเบ่งบานที่ Osaka เช่นกัน เพราะอุณหภูมิและสภาพอากาศเหมาะสมกับดอกไม้เมืองร้อน ที่ Sakuya Konohana Kan ซึ่งเป็นสวนพฤษศาสตร์จึงมีดอกไม้สีสันแปลกตาและรูปร่างแบบที่ไม่ค่อยพบในญี่ปุ่นอยู่มากมาย หน้าร้อนใน Osaka ถือเป็นสัญญานการเริ่มงานเทศกาลศาลเจ้า Tenjin Matsuri ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ที่ชาว Osaka ทุกคนรอคอย เทศกาลนี้สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ (ยุคโชกุนปกครองเมือง) เป็นเทศกาลที่แสดงความเคารพต่อ Tenjin โดยถือเป็นเทพเจ้าแห่งการเรียนรู้และความสำเร็จทางปัญญา ที่สำคัญ เทศกาลนี้ยังเป็นหนึ่งในสามงานเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยจะจัดเพียงแค่ 3 เมืองเท่านั้น คือเกียวโต, โอซาก้า, โตเกียว ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในฐานะอู่ของวัฒนธรรมแห่งประเทศต่อชาว Osaka พวกเขาจึงทั้งตื่นเต้นและรอคอยเทศกาลนี้เป็นอย่างมาก เทศกาลนี้จะจัดเป็นงานเล็กๆ ตามศาลเจ้า Tenjin ทั่วเมืองก่อน โดยมากจะมีทั้งงานออกร้าน งานแสดง และขบวนพาเหรด

จากนั้น ผู้คนในชุดดั้งเดิมหลากสีสันละลานตาเดินไปมาริมแม่น้ำ Yodogawa เส้นเลือดของ Osaka เพื่อรอชมขบวนเรือที่ตกแต่งกันมาอย่างวิจิตรงดงาม ในช่วงย่ำค่ำของวันที่ 25 ริมแม่น้ำ Yodogawa ยังเป็นจุดสำคัญในอีกเทศกาล โดยชาว Osaka จะมารวมตัวกันพร้อมกับรอชมดอกไม้ไฟที่จะจุดเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ (2016) จะจุดวันที่ 6 สิงหาคม เทศกาลนี้เพียงเทศกาลเดียวก็เพียงพอที่จะบอกได้แล้วว่าหน้าร้อนใน Osaka นั้นมีชีวิตชีวามากเพียงใด แต่ยังไม่หมดสำหรับในช่วงหน้าร้อน เพราะยังมีอีกเทศกาลที่สำคัญมากกับชาวญี่ปุ่น พวกเขาเรียกเทศกาลนี้ว่า Bon Odori เป็นเทศกาลที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธนิกายหินยาน โดยพวกเขาเชื่อว่าวันที่ 15 ค่ำ เดือน 7 จะถือเป็นวันหยุดของนรก และบรรพบุรุษจะกลับมาเยี่ยมบ้าน จึงเป็นที่มาของการใส่ชุด Yukata เต้นต้อนรับวิญญานไปทั่วเมือง โดยทั้งเมืองจะรอต้อนรับขบวนเต้น ที่จะร้องนำทำเพลงเกี่ยวกับชีวิตและขอพรจากวิญญานของผู้ที่ตนนับถือ ถือว่าเอิกเกริกสมกับเป็นหน้าร้อนจริงๆ

แต่ถ้าใครที่ชอบงานเงียบๆแบบที่ไม่พลุกพล่าน ในช่วงเดือนมิถุนายนก็ยังมีเทศกาลไหว้พระแม่ธรณี ซึ่งจะเป็นการแสดงความเคารพต่อแผ่นดินเพื่อการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ สำหรับเดือนกรกฎาคม ชาวบ้านในบางท้องถิ่นจะสืบสานศิลปะการแสดงโบราณ โดยจะจัดแสดงละคร Noh อาศัยแสงสว่างจากคบเพลิงตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมาเป็นพันปี อากาศร้อนๆที่มีลมโชยยังทำให้อากาศด้านนอกอุ่นทำให้ร้านอาหารหลายๆร้านฉวยโอกาสจัด Beer Garden บนดาดฟ้า (สลับกับบ้านเราที่ต้องรอลมหนาว) โดยมักจะเสิร์ฟเบียร์เย็นเจี๊ยบกับอาหารประเภทกับแกล้ม เช่น เกี๊ยวซ่า ของเสียบไม้ย่าง และของทอดเล็กๆ น้อยๆ นอกจากนี้แล้ว อากาศหน้าร้อนยังเหมาะกับการโดดลงไปแหวกว่ายในอ่าว Osaka อีกด้วย เราจึงขอแนะนำให้คุณพกชุดว่ายน้ำไปด้วยล่ะ

Autumn

September – November

หากใครยังไม่จุใจ สามารถมาชมงานแสดง Chrysanthemum Shows ที่ลานของปราสาท Osaka โดยจะเป็นการรวมทั้งดอกเก๊กฮวยที่มีสีสวยงามตามธรรมชาติจนไปถึงการแสดงดอกไม้ด้วยฝีมือช่างขั้นสูง และงานออกร้านของเกษตรกรในพื้นที่ให้ติดตามกันอีกด้วย นอกจากนี้ อากาศเย็นๆ ของฤดูใบไม้ร่วงใน Osaka ยังทำให้ผู้คนออกมาต้อนรับขบวนแห่ศาลเจ้า Danjiri ซึ่งจะเต็มไปด้วยสีสันและเสียงกลองอันอึกทึก เพื่อขอพรกับเทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยวที่อยู่ในศาล เทศกาลแห่ Danjiri นั้นมีอยู่ทั่วในญี่ปุ่นแต่ที่โด่งดังที่สุดต้องเป็นของย่าน Kishiwada ของ Osaka เพราะถือเป็นจุดกำเนิดและว่ากันว่า Danjiri ของที่นี่นั้น งดงามตระการตาที่สุด

เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง เกษตรกรใน Osaka จะจัดเทศกาลขอพรกับดวงจันทร์ สำหรับฤดูเก็บเกี่ยวที่กำลังใกล้เข้ามาเพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ โดยจะจัดขึ้นที่ ศาลเจ้า Sumiyoshi Taisha ในงานจะมีการแสดงพื้นบ้านและงานออกร้านมากมาย และทสึคิมิ โมจิ ขนมดังโหงะหอมหวานที่จะทำเฉพาะช่วงเทศกาลชมจันทร์นี้เท่านั้น และเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ใบไม้ก็จะเริ่มเปลี่ยนสี ชาว Osaka จะปิดถนน Mido-Suji ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของ Osaka ให้เป็นถนนคนเดินขนาดยักษ์ สำหรับเดินชมใบแปะก๊วยที่กำลังเปลี่ยนสีอย่างงดงาม

อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดในช่วงที่อากาศยังดีและแสงยังสวยก็คือยอดตึก Cosmo Tower ที่คุณจะได้รับชมพระอาทิตย์ตกดินจากตึกที่สูงเป็นอันดับสามของญี่ปุ่น ภาพของแสงแดดอ่อนๆสีส้มละมุนรับกับสีของต้นไม้ด้านล่างกำลังค่อยๆลับลงผืนน้ำในอ่าว Osaka นั้น นับเป็นภาพที่ยากจะลืมได้ลง

Winter

December – February

สำหรับหน้าหนาวใน Osaka เราขอแนะนำให้หาเกี๊ยวซ่าร้อนๆทานและจิบชาสักนิด ทำร่างกายให้อบอุ่นจากนั้นก็เริ่มกันที่การเดินชมร้านรวงตามถนนสายหลัก ในช่วงก่อนเทศกาลคริสมาสต์ 2-3 อาทิตย์ พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายจะเริ่มประดับประดาร้านของตนอย่างเต็มที่ ทำให้ถนนทั้งสายเต็มไปด้วยแสงสีอันตระการตา ทำให้สามารถเดินไป National Bunraku Theatre ได้อย่างเพลิดเพลิน เพราะที่นี่มีการแสดงละครหุ่น Bunraku ยาวนานถึงสามอาทิตย์

และถ้าคุณอยู่ Osaka ในช่วงคริสต์มาส ให้รีบไปที่ปราสาท Osaka เพราะจะมีการแสดงแสงสีเสียง 3D Mapping อย่างยิ่งใหญ่ ตระการตา หากอยู่ถึงช่วงปีใหม่ ก็อย่าลืมไปฟังระฆังปีใหม่และขอพรพร้อมๆกันที่วัด Shitennoji วัดประจำเมืองของชาว Osaka เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต โดยในช่วงนี้จะมีเทศกาลที่ขอพรกับเทพ Ebisu (恵比須) ซึ่งเป็นเทพทางด้านธุรกิจ โดยจะมีจำหน่ายไม้ไผ่นำโชคโดยทางศาลเจ้า และมีงานออกร้านที่บางครั้งยาวถึง 3 กิโลเมตรเลยทีเดียว เมื่อคุณมีโชคนำทางแล้ว เมื่อขอพรเสร็จลองแวะไปที่ปราสาท Osaka เพราะชาว Osaka เชื่อว่าถ้าใครได้เห็นหิมะแรกของเมืองที่ปราสาท Osaka คนนั้นจะโชคดีตลอดทั้งปี ถ้าไม่นับเรื่องความเชื่อ เกร็ดหิมะเบาบางที่กำลังพร่างพรายอยู่เหนือยอดปราสาทนั้นก็คงเพียงพอที่จะทำให้ใครก็ตามที่เห็นรู้สึกโชคดีอยู่แล้วล่ะ

อ่านแล้วคิดเหมือนกันไหมว่า Osaka ช่างเป็นเมืองที่มีเสน่ห์จริงๆ เพราะไม่ว่าจะไปในฤดูไหน สภาพอากาศแบบใด ก็มีเรื่องน่าสนใจให้ติดตามตลอดเลย อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณต้นกำเนิดของ Osaka ที่มีส่วนผสมอันหลากหลาย ก่อให้เกิดเป็นเมืองที่น่าค้นหาและมีความสวยงามในหลายแง่มุมเช่นนี้ ถ้าคุณได้มีโอกาศไป Osaka ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม อย่าลืมไปชื่นชมแกะรอยความงดงามทางวัฒนธรรมที่คน Osaka เขาภาคภูมิใจ และคนญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของชาติแห่งนี้ล่ะ

Thank you:
1. www.flickr.com
2. www.kryzuy.com
3. playgroundofmylife.blogspot.com
4. commons.wikimedia.org/wiki/
5. www.ettvamerica.com
6. www.popme.today
7. th.wikipedia.org/wiki/
8. www.kansai.gr.jp/
9. ryorisapuri.jp/memory/jugoya2014
10. experienciasnojapao.blogspot.com/
11. www.flickr.com
12. route2japan.wordpress.com
13. www.osaka-info.jp/en/discover/seasons/
Recommended Posts

Leave a Comment